Trandar
เมนู
หน้าแรก เกี่ยวกับเรา บริการ สินค้า
insul
ผลงาน
บทความ
ข่าว ติดต่อเรา
ไทย English 中文 日本語 한국어
กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนดาวน์โหลด ยังไม่มีบัญชี? สมัครที่นี่


ทำไมทำผนังกันเสียงแล้ว ยังได้ยินเสียงอยู่? 10 จุดที่ต้องตรวจสอบ

: สาเหตุที่ทำผนังกันเสียงแล้วยังได้ยินเสียงอยู่ มักไม่ได้เกิดจากตัวผนังหลักไม่ดีพอ แต่เกิดจาก เสียงลอดผ่านจุดอ่อนอื่นในระบบที่ไม่ใช่ผนัง ซึ่งเรียกรวมว่า Flanking Transmission จุดที่ต้องตรวจสอบมี 10 จุดหลัก ได้แก่ ใต้ประตู ช่องปลั๊กไฟ รอยต่อผนัง ช่อง Service ฝ้าที่ไม่ต่อเนื่องถึงพื้นโครงสร้าง เสียงผ่านพื้น เสียงผ่านโครงสร้างอาคาร เส้นทาง Flanking โดยรวม ประตูที่ไม่ใช่ Acoustic Door และหน้าต่างที่เป็นจุดอ่อน แม้ผนังหลักจะมีค่า STC สูงเพียงใด หากมีช่องโหว่แม้เพียงจุดเดียว ค่ากันเสียงที่ใช้งานได้จริงก็จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ


เป็นสถานการณ์ที่เจอบ่อยมาก คือลงทุนทำผนังกันเสียงราคาสูง เลือกระบบที่มีค่า STC ดีที่สุดแล้ว แต่พอใช้งานจริงกลับยังได้ยินเสียงจากอีกฝั่งอยู่ดี สาเหตุมักไม่ได้อยู่ที่ตัวผนังเลย แต่อยู่ที่จุดอื่นในระบบที่ถูกมองข้าม เพราะเสียงเป็นพลังงานที่หาทางลอดผ่านช่องว่างเล็กที่สุดได้เสมอ บทความนี้รวบรวม 10 จุดที่ต้องตรวจสอบเมื่อทำผนังกันเสียงแล้วยังไม่ได้ผลตามที่คาดหวัง



1. เสียงลอดใต้ประตู

ช่องว่างใต้บานประตูที่เว้นไว้สำหรับการเปิดปิด เป็นหนึ่งในจุดที่เสียงลอดผ่านได้ง่ายที่สุด แม้จะเป็นช่องแคบเพียงไม่กี่มิลลิเมตรก็ตาม ทางแก้คือติดตั้งยางกันเสียงใต้ประตู (Door Sweep) หรือธรณีประตูที่ปิดสนิทเมื่อประตูปิด ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่มักถูกมองข้ามเพราะดูเป็นรายละเอียดเล็กน้อยเมื่อเทียบกับตัวผนัง

2. ช่องปลั๊กไฟ

กล่องปลั๊กไฟหรือสวิตช์ที่ฝังอยู่ในผนังทั้งสองฝั่งตรงกันพอดี สร้างจุดที่เนื้อผนังบางลงอย่างมาก และในบางกรณีกล่องปลั๊กทั้งสองฝั่งอาจต่อถึงกันโดยตรงผ่านช่องเดินสายไฟ กลายเป็นเส้นทางลัดให้เสียงทะลุผ่าน ทางแก้คือหลีกเลี่ยงการวางปลั๊กไฟตรงกันทั้งสองฝั่งผนัง และอุดช่องว่างรอบกล่องปลั๊กด้วยวัสดุซีลกันเสียงให้สนิท

3. รอยต่อผนัง

รอยต่อระหว่างแผ่นวัสดุ รอยต่อระหว่างผนังกับพื้น หรือรอยต่อระหว่างผนังกับเพดาน หากไม่ได้ปิดผนึกด้วยวัสดุซีลกันเสียงโดยเฉพาะ จะกลายเป็นช่องว่างต่อเนื่องที่เสียงไหลผ่านได้ตลอดแนว การใช้เทปกาวธรรมดาปิดรอยต่อไม่เพียงพอ ต้องใช้วัสดุซีลกันเสียงเฉพาะทาง เช่น Trandar Sealant ที่ออกแบบมาสำหรับปิดผนึกรอยต่อในระบบผนังกันเสียงโดยเฉพาะ

4. ช่อง Service

ช่องเปิดสำหรับเดินท่อประปา ท่อแอร์ หรือสายไฟที่ทะลุผ่านผนัง มักเป็นจุดที่ถูกลืมตรวจสอบหลังงานระบบเสร็จ เพราะช่างระบบมักเจาะช่องให้พอดีกับท่อโดยไม่ได้คำนึงถึงการปิดผนึกเสียง ทางแก้คืออุดช่องว่างรอบท่อด้วยวัสดุซีลกันเสียงและฉนวนกันเสียงให้แน่นหนาหลังติดตั้งท่อเสร็จทุกครั้ง

5. ฝ้าไม่ต่อเนื่อง

หนึ่งในความผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือการสร้างผนังกันเสียงให้สูงเพียงแค่ระดับฝ้าเพดานแขวน แล้วปล่อยให้เสียงลอดผ่านช่องว่างเหนือฝ้า (Plenum) ข้ามไปยังอีกห้องได้อย่างอิสระ เพราะฝ้าแขวนทั่วไปไม่ได้ออกแบบมาเพื่อกันเสียง ผนังกันเสียงที่ถูกต้องต้องก่อสูงต่อเนื่องไปจนถึงพื้นโครงสร้างจริงด้านบน (Deck to Deck) ไม่ใช่หยุดแค่ระดับฝ้าแขวน หรือหากทำไม่ได้ต้องเสริมด้วยระบบฝ้ากันเสียงเฉพาะอย่าง Trandar Hitech Ceiling ในบริเวณนั้นเพื่อปิดเส้นทางลัดนี้

6. เสียงผ่านพื้น

เสียงจากห้องชั้นบนสามารถส่งผ่านโครงสร้างพื้นลงมาได้ทั้งในรูปแบบเสียงกระแทก (Impact Noise) เช่นเสียงเดินหรือลากเก้าอี้ และเสียงในอากาศทั่วไป ปัญหานี้ผนังกันเสียงแนวตั้งช่วยไม่ได้เลย เพราะเป็นคนละเส้นทางการส่งผ่านเสียง ต้องแก้ด้วยระบบพื้นลอย (Floating Floor) หรือวัสดุรองพื้นดูดซับแรงกระแทกโดยเฉพาะ

7. เสียงผ่านโครงสร้างอาคาร

แม้ผนังกันเสียงจะออกแบบมาดีแค่ไหน แต่หากผนังยังคงยึดติดกับเสาหรือคานโครงสร้างอาคารโดยตรงโดยไม่มีการแยกตัว เสียงและแรงสั่นสะเทือนสามารถส่งผ่านไปตามโครงสร้างแข็งนี้แทนที่จะถูกกั้นไว้ที่ผนัง ทางแก้คือใช้อุปกรณ์แยกโครงสร้าง (Isolation Clips) หรือเว้นช่องว่างที่จุดเชื่อมต่อระหว่างผนังกับโครงสร้างอาคาร

8. Flanking Transmission

Flanking Transmission คือคำเรียกรวมของเสียงที่เดินทาง "อ้อม" ผ่านเส้นทางอื่นที่ไม่ใช่การทะลุผ่านผนังโดยตรง ซึ่งจุดที่ 1-7 และ 9-10 ในบทความนี้ล้วนเป็นตัวอย่างของ Flanking Transmission ทั้งสิ้น ค่า STC ที่ทดสอบในห้องปฏิบัติการมักวัดเฉพาะการทะลุผ่านผนังโดยตรงเท่านั้น แต่ในสถานการณ์จริงหน้างาน ค่ากันเสียงที่ใช้งานได้จริงมักต่ำกว่าค่า STC ในห้องแล็บเสมอ เพราะมีเส้นทาง Flanking เกิดขึ้นควบคู่กันไปด้วย การตรวจสอบและปิดเส้นทาง Flanking ทั้งหมดจึงสำคัญไม่แพ้การเลือกผนังที่มีค่า STC สูง

9. ประตูไม่ได้เป็น Acoustic Door

ประตูทั่วไปโดยเฉพาะประตูแบบมีแกนกลางกลวง (Hollow Core) มีค่ากันเสียงต่ำกว่าผนังก่ออิฐหรือระบบผนังกันเสียงมาก แม้จะติดตั้งอยู่บนผนังที่มีค่า STC สูงถึง 60 แต่ถ้าใช้ประตูธรรมดาราคาประหยัด เสียงส่วนใหญ่จะเลือกเดินทางผ่านประตูซึ่งเป็นจุดที่อ่อนแอที่สุดแทน ประตูที่ออกแบบมาเพื่อกันเสียงโดยเฉพาะ (Acoustic Door) มักมีแกนในหนาแน่นกว่า มีซีลยางรอบวงกบ และมีธรณีประตูแบบยกอัตโนมัติ ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่จำเป็นต้องพิจารณาควบคู่กับผนังตั้งแต่ขั้นตอนออกแบบ

10. หน้าต่างเป็นจุดอ่อน

หน้าต่างกระจกบานเดี่ยวทั่วไปมีค่ากันเสียงต่ำกว่าผนังทึบมาก และเป็นจุดที่พบบ่อยในพื้นที่ที่ต้องการกันเสียงจากภายนอกอย่างเสียงจราจร หากผนังห้องมีค่า STC สูงแต่หน้าต่างยังเป็นกระจกบานเดี่ยวธรรมดา เสียงส่วนใหญ่จากภายนอกจะเข้ามาทางหน้าต่างเป็นหลัก ทางแก้คือเปลี่ยนเป็นกระจกสองชั้นหรือกระจกลามิเนตที่ออกแบบมาเพื่อกันเสียงโดยเฉพาะ พร้อมตรวจสอบให้วงกบหน้าต่างปิดสนิทไม่มีช่องรั่ว



ผนังดีอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่าห้องจะเงียบ หากมีจุดอ่อนอื่นในระบบ

การเลือกระบบผนังกันเสียงที่มีค่า STC สูงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ไม่ใช่คำตอบทั้งหมดของห้องที่เงียบจริง เพราะเสียงเป็นพลังงานที่หาทางลอดผ่านช่องว่างเล็กที่สุดในระบบได้เสมอ การตรวจสอบทั้ง 10 จุดนี้ควบคู่ไปกับการเลือกผนังที่มีคุณภาพจึงเป็นขั้นตอนที่ขาดไม่ได้

Trandar Acoustics ไม่ได้มองผนังกันเสียงเป็นแค่การเลือกแผ่นวัสดุ แต่ออกแบบเป็นระบบที่คำนึงถึงการปิดผนึกจุดอ่อนต่างๆ ตั้งแต่ Trandar Sealant สำหรับรอยต่อ ไปจนถึงระบบ Trandar Hitech Ceiling สำหรับปิดเส้นทางลัดเหนือฝ้า


หากกำลังเจอปัญหาทำผนังกันเสียงแล้วยังได้ยินเสียงอยู่ ทักแชทมาเล่ารายละเอียดให้ทีม Trandar Acoustics ฟังได้เลยครับ ยินดีช่วยตรวจสอบและแนะนำทางแก้ที่ตรงจุดที่สุด




สอบถาม/สั่งซื้อผลิตภัณฑ์ Trandar Acoustics ได้ที่

🛒 Website : www.trandar.com/store/

📱 Line OA : @Trandaraocoustic https://lin.ee/yoSCNwF

📱 Line OA : @Trandarstore https://lin.ee/xJr661u

☎️ Tel : 02-722-7007

ความคิดเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *