Trandar
Menu
หน้าแรก เกี่ยวกับเรา บริการ สินค้า
insul ›
ผลงาน
บทความ ›
ข่าว ติดต่อเรา
ไทย English 中文 日本語 한국어 ភាសាខ្មែរ ພາສາລາວ မြန်မာဘာသာ Tiếng Việt
Vui lòng đăng nhập để tải xuống Chưa có tài khoản? Đăng ký

วิวัฒนาการของ "การกันเสียง"


วิวัฒนาการของ "การกันเสียง"



  • ยุคโบราณ – จุดเริ่มต้นของ "การควบคุมเสียง" (ก่อนจะมีคำว่า Soundproofing)

ชาวกรีกและโรมันเป็นกลุ่มแรกๆ ที่เข้าใจหลักการทางเสียงแบบสัญชาตญาณ พวกเขาเริ่มรู้จักการควบคุมทิศทางของเสียง (Direction of sound) ใช้หินและผนังที่มีมวลมากในการก่อสร้างอาคาร ซึ่งช่วยลดการส่งผ่านของเสียงได้โดยธรรมชาติ แม้จะยังไม่ใช่ "การกันเสียง" ในความหมายปัจจุบัน แต่ก็สะท้อนความเข้าใจเชิงลึกเรื่องเสียงตั้งแต่ยุคนั้น



  • ยุคกลาง – กันเสียงเพื่อความเป็นส่วนตัวและบรรยากาศศักดิ์สิทธิ์

ในยุคกลาง มีการใช้กำแพงหินหนา ประตูไม้หนัก และผ้าทอผนัง (tapestry) เพื่อลดเสียงและเสียงสะท้อนในปราสาทและโบสถ์ นวัตกรรมเหล่านี้ช่วยเพิ่มความเป็นส่วนตัวในพื้นที่โล่งขนาดใหญ่ และสร้างบรรยากาศเงียบสงบสำหรับกิจกรรมทางศาสนา



  • ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม – จุดเริ่มต้นของ "วิทยาศาสตร์การกันเสียง"

การเปลี่ยนผ่านสู่โซลูชันกันเสียงสมัยใหม่เริ่มต้นในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม พร้อมกับการเกิดขึ้นของวิชาอะคูสติกในฐานะศาสตร์ทางวิทยาศาสตร์ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้การกันเสียงไม่ใช่แค่ภูมิปัญญาชาวบ้านอีกต่อไป

ตัวละครสำคัญ : รากฐานของวิชาอะคูสติกเชิงสถาปัตยกรรมแบบวิทยาศาสตร์เริ่มขึ้นในปลายศตวรรษที่ 19 โดย American Society For Testing and Materials (ASTM) ร่วมกับหน่วยงานวิจัยด้านเสียงจากสหรัฐอเมริกา ได้วางรากฐานของวิชาอะคูสติกเชิงสถาปัตยกรรมเป็นครั้งแรกที่การออกแบบเรื่องเสียงสามารถคำนวณและวัดผลได้ด้วยหลักวิทยศาสตร์ นับเป็นจุดกำเนิดของการวัดและคำนวณค่าอะคูสติกอย่างเป็นวิทยาศาสตร์



  • ต้นศตวรรษที่ 20 – วัสดุก่อสร้างเริ่มมีบทบาท

ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 มีการนำคอนกรีต อิฐ และปูนมาใช้อย่างแพร่หลาย ซึ่งให้ประสิทธิภาพกันเสียงดีกว่าวัสดุแบบเดิม พร้อมกับที่สถาปนิกเริ่มให้ความสำคัญกับอะคูสติกในอาคารสาธารณะอย่างโรงละครและห้องแสดงคอนเสิร์ตมากขึ้น การเติบโตของอุตสาหกรรมบันทึกเสียง วิทยุกระจายเสียง และภาพยนตร์ ก็ยิ่งทำให้ความต้องการควบคุมอะคูสติกกลายเป็นเรื่องจำเป็น



  • กลางศตวรรษที่ 20 – ยุคทองของวัสดุอะคูสติกสมัยใหม่

ช่วงกลางศตวรรษที่ 20 เป็นยุคสำคัญของวิศวกรรมอะคูสติก การมาถึงของใยแก้ว (fiberglass) และใยหิน (mineral wool) ปฏิวัติเทคนิคการกันเสียง วัสดุเหล่านี้กลายเป็นมาตรฐานสำหรับผนัง เพดาน และพื้น และยุคนี้เองที่ระบบการให้คะแนนค่าอะคูสติก (acoustic rating) เริ่มถือกำเนิดขึ้น

ในสตูดิโอบันทึกเสียงยุคแรกๆ มีการใช้ใยแก้วหุ้มผ้ากระสอบหรือแผ่นกระเบื้องอะคูสติกเพื่อดูดซับเสียง ใช้ตัวกระจายเสียงทรงกระบอกแบบทำเอง และใช้พื้นลอย (floating floor) เพื่อแยกเสียงจากภายนอก



  • ปลายศตวรรษที่ 20 – วัสดุยืดหยุ่นและฟองน้ำอะคูสติก

ช่วงปลายศตวรรษที่ 20 มีการคิดค้น resilient channel, แผ่นยิปซัมกันเสียง และ mass-loaded vinyl ทำให้เกิดวิธีกันเสียงและดูดซับเสียงที่ยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เหมาะกับทั้งงานปรับปรุงอาคารเดิมและงานสร้างใหม่ นอกจากนี้การเติบโตของออฟฟิศแบบเปิด (open-plan) ในยุค 1980-1990 ยังผลักดันให้แผ่นอะคูสติกและฝ้าเพดานกันเสียงกลายเป็นของมาตรฐานในงานออกแบบสำนักงาน

ในยุคนี้ ฟองน้ำอะคูสติกลาย wedge/pyramid กลายเป็นสัญลักษณ์ของพื้นที่ที่ "ผ่านการบำบัดเสียง" และเป็นมาตรฐานพื้นฐานของวัสดุกันเสียงในงานตกแต่งภายในมานานหลายปี แต่ก็มีข้อจำกัด คือดูดซับได้ดีเฉพาะย่านความถี่กลาง-สูง แต่แก้ปัญหาความถี่ต่ำไม่ได้ เมื่อโปรเจกต์ซับซ้อนขึ้น (ออฟฟิศ โรงแรม พื้นที่ใช้งานหลายฟังก์ชัน) วงการจึงต้องพัฒนาโซลูชันที่ละเอียดขึ้น



  • ศตวรรษที่ 21 – ยุคของโซลูชันแบบผสมผสานและความยั่งยืน

ในศตวรรษที่ 21 การกันเสียงกลายเป็นส่วนสำคัญของการออกแบบอาคารเชิงพาณิชย์แบบครบวงจร วงการเริ่มขยับจากการใช้วัสดุชนิดเดียว ไปสู่การผสมผสานวัสดุอะคูสติกหลายประเภทที่ออกแบบมาเฉพาะทาง เพื่อให้อะคูสติกสอดคล้องกับแบรนด์ ความสวยงาม และอัตลักษณ์ของพื้นที่ ซึ่งเป็นสิ่งที่วัสดุยุคก่อนทำไม่ได้

แนวโน้มล่าสุด ได้แก่ วัสดุอะคูสติกที่ยั่งยืนจากวัสดุรีไซเคิลหรือวัสดุหมุนเวียน และการผสานงานอะคูสติกเข้ากับระบบอาคารแบบโมดูลาร์



นี่คือจุดที่ Trandar Hitech Wall เข้ามาเป็นคำตอบ

Trandar Hitech Wall คือระบบผนังกันเสียงที่ผสานเทคโนโลยีหลายชั้นเข้าไว้ในระบบเดียว ได้แก่ แผ่น Trandar Zoundboard หนา 10 มม., โครงคร่าว Heplar Pro C62/U64, ฉนวนกันเสียง dBphon S50 กันเสียงเฉพาะทาง ออกแบบโดยทีมผู้เชี่ยวชาญด้านอะคูสติกที่สั่งสมประสบการณ์มากว่า 20 ปี ผลลัพธ์คือระบบผนังที่ทำได้ทั้งกันเสียง กันไฟ กันความร้อน และกันชื้น ในโครงสร้างเดียว โดยไม่ต้องพึ่งยิปซัมแบบระบบผนังทั่วไป

ในแง่ประสิทธิภาพ รุ่น TSIS58d160 ให้ค่ากันเสียงระดับ STC58 ที่ความหนา 160 มม. พร้อมทนไฟได้ถึง 4 ชั่วโมง และในภาพรวมทั้งไลน์ผลิตภัณฑ์ Trandar Hitech Wall สามารถให้ค่ากันเสียงได้ตั้งแต่ STC58 ไปจนถึง STC77 ซึ่งเป็นระดับที่ครอบคลุมตั้งแต่ห้องประชุมทั่วไป ไปจนถึงพื้นที่ที่ต้องการความเงียบระดับสตูดิโอบันทึกเสียงหรือห้องซ้อมดนตรี


ที่สำคัญคือระบบนี้เป็น "dry process" ทั้งหมด ทำให้หน้างานสะอาด ติดตั้งได้รวดเร็ว และควบคุมคุณภาพงานได้แม่นยำกว่าการก่อผนังแบบดั้งเดิม



ถ้ามองในเชิงไทม์ไลน์ กำแพงหินหนาในปราสาทยุคกลางแก้ปัญหาเสียงได้ในระดับหนึ่ง แต่ใช้เวลาก่อสร้างเป็นปี ฟองน้ำอะคูสติกยุค 1980 แก้ปัญหาเสียงสะท้อนได้ดี แต่ไม่ได้แก้เรื่องไฟหรือความชื้น ส่วน Trandar Hitech Wall คือหมุดหมายล่าสุดของวิวัฒนาการนี้ ที่รวมทุกโจทย์ของอาคารยุคใหม่ไว้ในระบบผนังเดียว สะท้อนให้เห็นว่าการกันเสียงไม่ได้พัฒนาแค่ "เงียบขึ้น" แต่พัฒนาไปพร้อมกับความต้องการที่ซับซ้อนขึ้นของสถาปัตยกรรมยุคปัจจุบัน





Yêu cầu báo giá/đặt hàng các sản phẩm Trandar Acoustics tại

🛒 Website : www.trandar.com/store/

📱 Line OA : @Trandaraocoustic https://lin.ee/yoSCNwF

📱 Line OA : @Trandarstore https://lin.ee/xJr661u

☎️ Tel : 02-722-7007

Bài viết liên quan

ผนังกันเสียงคืออะไร?
ผนังกันเสียงคืออะไร?
โรงแรมจะได้ 5 ดาว ต้องมีค่าการกันเสียงเท่าไหร่?
โรงแรมจะได้ 5 ดาว ต้องมีค่าการกันเสียงเท่าไหร่?
ผนังกันเสียง Trandar Hitech Wall มีค่าการกันเสียงเท่าไหร่บ้าง?
ผนังกันเสียง Trandar Hitech Wall มีค่าการกันเสียงเท่าไหร่บ้าง?
“กันเสียงกับซับเสียงต่างกันยังไง?”
“กันเสียงกับซับเสียงต่างกันยังไง?”

Bình luận

Email của bạn sẽ không được hiển thị. Các trường bắt buộc được đánh dấu bằng *