
ชาวกรีกและโรมันเป็นกลุ่มแรกๆ ที่เข้าใจหลักการทางเสียงแบบสัญชาตญาณ พวกเขาเริ่มรู้จักการควบคุมทิศทางของเสียง (Direction of sound) ใช้หินและผนังที่มีมวลมากในการก่อสร้างอาคาร ซึ่งช่วยลดการส่งผ่านของเสียงได้โดยธรรมชาติ แม้จะยังไม่ใช่ "การกันเสียง" ในความหมายปัจจุบัน แต่ก็สะท้อนความเข้าใจเชิงลึกเรื่องเสียงตั้งแต่ยุคนั้น
ในยุคกลาง มีการใช้กำแพงหินหนา ประตูไม้หนัก และผ้าทอผนัง (tapestry) เพื่อลดเสียงและเสียงสะท้อนในปราสาทและโบสถ์ นวัตกรรมเหล่านี้ช่วยเพิ่มความเป็นส่วนตัวในพื้นที่โล่งขนาดใหญ่ และสร้างบรรยากาศเงียบสงบสำหรับกิจกรรมทางศาสนา
การเปลี่ยนผ่านสู่โซลูชันกันเสียงสมัยใหม่เริ่มต้นในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม พร้อมกับการเกิดขึ้นของวิชาอะคูสติกในฐานะศาสตร์ทางวิทยาศาสตร์ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้การกันเสียงไม่ใช่แค่ภูมิปัญญาชาวบ้านอีกต่อไป
ตัวละครสำคัญ : รากฐานของวิชาอะคูสติกเชิงสถาปัตยกรรมแบบวิทยาศาสตร์เริ่มขึ้นในปลายศตวรรษที่ 19 โดย American Society For Testing and Materials (ASTM) ร่วมกับหน่วยงานวิจัยด้านเสียงจากสหรัฐอเมริกา ได้วางรากฐานของวิชาอะคูสติกเชิงสถาปัตยกรรมเป็นครั้งแรกที่การออกแบบเรื่องเสียงสามารถคำนวณและวัดผลได้ด้วยหลักวิทยศาสตร์ นับเป็นจุดกำเนิดของการวัดและคำนวณค่าอะคูสติกอย่างเป็นวิทยาศาสตร์
ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 มีการนำคอนกรีต อิฐ และปูนมาใช้อย่างแพร่หลาย ซึ่งให้ประสิทธิภาพกันเสียงดีกว่าวัสดุแบบเดิม พร้อมกับที่สถาปนิกเริ่มให้ความสำคัญกับอะคูสติกในอาคารสาธารณะอย่างโรงละครและห้องแสดงคอนเสิร์ตมากขึ้น การเติบโตของอุตสาหกรรมบันทึกเสียง วิทยุกระจายเสียง และภาพยนตร์ ก็ยิ่งทำให้ความต้องการควบคุมอะคูสติกกลายเป็นเรื่องจำเป็น
ช่วงกลางศตวรรษที่ 20 เป็นยุคสำคัญของวิศวกรรมอะคูสติก การมาถึงของใยแก้ว (fiberglass) และใยหิน (mineral wool) ปฏิวัติเทคนิคการกันเสียง วัสดุเหล่านี้กลายเป็นมาตรฐานสำหรับผนัง เพดาน และพื้น และยุคนี้เองที่ระบบการให้คะแนนค่าอะคูสติก (acoustic rating) เริ่มถือกำเนิดขึ้น
ในสตูดิโอบันทึกเสียงยุคแรกๆ มีการใช้ใยแก้วหุ้มผ้ากระสอบหรือแผ่นกระเบื้องอะคูสติกเพื่อดูดซับเสียง ใช้ตัวกระจายเสียงทรงกระบอกแบบทำเอง และใช้พื้นลอย (floating floor) เพื่อแยกเสียงจากภายนอก
ช่วงปลายศตวรรษที่ 20 มีการคิดค้น resilient channel, แผ่นยิปซัมกันเสียง และ mass-loaded vinyl ทำให้เกิดวิธีกันเสียงและดูดซับเสียงที่ยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เหมาะกับทั้งงานปรับปรุงอาคารเดิมและงานสร้างใหม่ นอกจากนี้การเติบโตของออฟฟิศแบบเปิด (open-plan) ในยุค 1980-1990 ยังผลักดันให้แผ่นอะคูสติกและฝ้าเพดานกันเสียงกลายเป็นของมาตรฐานในงานออกแบบสำนักงาน
ในยุคนี้ ฟองน้ำอะคูสติกลาย wedge/pyramid กลายเป็นสัญลักษณ์ของพื้นที่ที่ "ผ่านการบำบัดเสียง" และเป็นมาตรฐานพื้นฐานของวัสดุกันเสียงในงานตกแต่งภายในมานานหลายปี แต่ก็มีข้อจำกัด คือดูดซับได้ดีเฉพาะย่านความถี่กลาง-สูง แต่แก้ปัญหาความถี่ต่ำไม่ได้ เมื่อโปรเจกต์ซับซ้อนขึ้น (ออฟฟิศ โรงแรม พื้นที่ใช้งานหลายฟังก์ชัน) วงการจึงต้องพัฒนาโซลูชันที่ละเอียดขึ้น
ในศตวรรษที่ 21 การกันเสียงกลายเป็นส่วนสำคัญของการออกแบบอาคารเชิงพาณิชย์แบบครบวงจร วงการเริ่มขยับจากการใช้วัสดุชนิดเดียว ไปสู่การผสมผสานวัสดุอะคูสติกหลายประเภทที่ออกแบบมาเฉพาะทาง เพื่อให้อะคูสติกสอดคล้องกับแบรนด์ ความสวยงาม และอัตลักษณ์ของพื้นที่ ซึ่งเป็นสิ่งที่วัสดุยุคก่อนทำไม่ได้
แนวโน้มล่าสุด ได้แก่ วัสดุอะคูสติกที่ยั่งยืนจากวัสดุรีไซเคิลหรือวัสดุหมุนเวียน และการผสานงานอะคูสติกเข้ากับระบบอาคารแบบโมดูลาร์
นี่คือจุดที่ Trandar Hitech Wall เข้ามาเป็นคำตอบ
Trandar Hitech Wall คือระบบผนังกันเสียงที่ผสานเทคโนโลยีหลายชั้นเข้าไว้ในระบบเดียว ได้แก่ แผ่น Trandar Zoundboard หนา 10 มม., โครงคร่าว Heplar Pro C62/U64, ฉนวนกันเสียง dBphon S50 กันเสียงเฉพาะทาง ออกแบบโดยทีมผู้เชี่ยวชาญด้านอะคูสติกที่สั่งสมประสบการณ์มากว่า 20 ปี ผลลัพธ์คือระบบผนังที่ทำได้ทั้งกันเสียง กันไฟ กันความร้อน และกันชื้น ในโครงสร้างเดียว โดยไม่ต้องพึ่งยิปซัมแบบระบบผนังทั่วไป
ในแง่ประสิทธิภาพ รุ่น TSIS58d160 ให้ค่ากันเสียงระดับ STC58 ที่ความหนา 160 มม. พร้อมทนไฟได้ถึง 4 ชั่วโมง และในภาพรวมทั้งไลน์ผลิตภัณฑ์ Trandar Hitech Wall สามารถให้ค่ากันเสียงได้ตั้งแต่ STC58 ไปจนถึง STC77 ซึ่งเป็นระดับที่ครอบคลุมตั้งแต่ห้องประชุมทั่วไป ไปจนถึงพื้นที่ที่ต้องการความเงียบระดับสตูดิโอบันทึกเสียงหรือห้องซ้อมดนตรี
ที่สำคัญคือระบบนี้เป็น "dry process" ทั้งหมด ทำให้หน้างานสะอาด ติดตั้งได้รวดเร็ว และควบคุมคุณภาพงานได้แม่นยำกว่าการก่อผนังแบบดั้งเดิม
ถ้ามองในเชิงไทม์ไลน์ กำแพงหินหนาในปราสาทยุคกลางแก้ปัญหาเสียงได้ในระดับหนึ่ง แต่ใช้เวลาก่อสร้างเป็นปี ฟองน้ำอะคูสติกยุค 1980 แก้ปัญหาเสียงสะท้อนได้ดี แต่ไม่ได้แก้เรื่องไฟหรือความชื้น ส่วน Trandar Hitech Wall คือหมุดหมายล่าสุดของวิวัฒนาการนี้ ที่รวมทุกโจทย์ของอาคารยุคใหม่ไว้ในระบบผนังเดียว สะท้อนให้เห็นว่าการกันเสียงไม่ได้พัฒนาแค่ "เงียบขึ้น" แต่พัฒนาไปพร้อมกับความต้องการที่ซับซ้อนขึ้นของสถาปัตยกรรมยุคปัจจุบัน
在以下位置咨询/订购 Trandar Acoustics 产品:
🛒 Website : www.trandar.com/store/
📱 Line OA : @Trandaraocoustic https://lin.ee/yoSCNwF
📱 Line OA : @Trandarstore https://lin.ee/xJr661u
☎️ Tel : 02-722-7007
您的电子邮件将不会被公开。必填字段标有 *