Trandar
เมนู
หน้าแรก เกี่ยวกับเรา บริการ สินค้า
insul
ผลงาน
บทความ
ข่าว ติดต่อเรา
ไทย English 中文 日本語 한국어

บทความ

ผนังกันเสียงคืออะไร?

ผนังกันเสียง คือ ผนังที่ถูกออกแบบมาเพื่อลดการทะลุผ่านของเสียงระหว่างพื้นที่สองฝั่งโดยอาศัยหลักการเพิ่มมวล (Mass), การแยกโครงสร้าง (Decoupling) และการอุดช่องว่าง (Sealing) ประสิทธิภาพของผนังกันเสียงวัดผลด้วยค่า STC (Sound Transmission Class) ยิ่งค่าสูง ยิ่งกันเสียงได้ดี แต่ STC เป็นค่าที่วัดจากผนังทั้งระบบ ไม่ใช่คุณสมบัติของวัสดุชิ้นใดชิ้นหนึ่ง ตัวอย่างระบบผนังกันเสียงสำเร็จรูปในไทยคือ Trandar Hitech Wall ภายใต้ระบบ TSIS (Trandar Sound Insulation System) ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ STC 43 ไปจนถึง STC 77 โดยแต่ละพื้นที่การใช้งาน เช่น ห้องนอน ห้องประชุม โรงแรม หรือสตูดิโอ ต้องการค่า STC และการออกแบบระบบที่แตกต่างกัน

โรงแรมจะได้ 5 ดาว ต้องมีค่าการกันเสียงเท่าไหร่?

ไม่มีหน่วยงานกลางระดับโลกที่กำหนดค่า STC (Sound Transmission Class) ตายตัวสำหรับแต่ละระดับดาวของโรงแรมอย่างเป็นทางการ แต่ในอุตสาหกรรมโรงแรมและงานออกแบบอะคูสติกมีการใช้ ค่าอ้างอิงเชิงปฏิบัติ (Industry Benchmark) ที่ตรงกันในหลายแหล่งว่า โรงแรมระดับ 4-5 ดาวควรมีผนังกั้นห้องพักที่ STC อย่างน้อย 50 และ โรงแรมหรูระดับ 5 ดาวมักตั้งเป้าที่ STC 55 ขึ้นไป (บางเชนพรีเมียมใช้ถึง 58-60) เพื่อให้เสียงพูดคุยปกติจากห้องข้างเคียงแทบไม่ได้ยิน ในขณะที่ผนังก่ออิฐหรือคอนกรีตมวลเบาแบบทั่วไปที่ความหนาปกติมักได้ค่าเพียง STC 36-44 เท่านั้น ระบบผนังกันเสียงสำเร็จรูปอย่าง Trandar Hitech Wall (TSIS) จึงถูกออกแบบมาให้ได้ค่า STC สูงถึง 58 ด้วยความหนาเพียง 10.5 ซม. บางกว่าแต่กันเสียงได้ดีกว่าการก่ออิฐมวลเบา 2 ชั้น

แผ่นกันเสียงกับฉนวนกันเสียงต่างกันอย่างไร?

แผ่นกันเสียง คือวัสดุแข็งที่มีมวลหนาแน่น ใช้เป็นผิวผนังชั้นนอกและชั้นในของระบบ ทำหน้าที่สกัดกั้นคลื่นเสียงด้วยมวลและมักมีเทคโนโลยีหน่วงการสั่นสะเทือน (Damping) ในเนื้อแผ่น ส่วน ฉนวนกันเสียง คือวัสดุใยนุ่มพรุน เช่น ใยหินหรือใยแก้ว ที่บรรจุอยู่ในโพรงกลางผนัง ทำหน้าที่ดูดซับพลังงานเสียงที่สะท้อนอยู่ภายในช่องอากาศ ทั้งสองอย่างทำหน้าที่ต่างกันและไม่สามารถใช้แทนกันได้ ผนังกันเสียงที่สมบูรณ์ต้องใช้ทั้งแผ่นกันเสียงและฉนวนกันเสียงร่วมกัน ฉนวนกันเสียงเพียงอย่างเดียวไม่สามารถใช้เป็นผิวผนังได้ และแผ่นกันเสียงเพียงอย่างเดียวก็ยังไม่ได้ประสิทธิภาพสูงสุดหากไม่มีฉนวนดูดซับเสียงในโพรงผนัง

เสียงห้องข้างๆ ดังทะลุผนัง แก้อย่างไร? ผนังกันเสียงช่วยได้แค่ไหน?

เสียงห้องข้างๆ ทะลุผนังมักเกิดจากผนังเดิมมีมวลน้อยและไม่มีการแยกโครงสร้าง ซึ่งพบบ่อยในผนังยิปซัมบางหรือผนังพาร์ทิชันมาตรฐานทั่วไป วิธีแก้ที่ได้ผลจริง คือการเสริมผนังใหม่แบบแยกโครงสร้างอิสระจากผนังเดิม (Independent Wall) ที่เพิ่มทั้งมวลและช่องอากาศ ส่วนวิธีที่หลายคนเข้าใจผิดว่าช่วยได้ เช่น แขวนม่านหนา วางตู้เสื้อผ้าชนผนัง หรือแปะแผ่นโฟมกันเสียง มักช่วยลดเสียงก้องในห้องได้เท่านั้น แต่แทบไม่ช่วยกันเสียงทะลุจากห้องข้างๆ เลย เพราะเป็นคุณสมบัติคนละแบบ ผนังกันเสียงที่ติดตั้งอย่างถูกต้องสามารถลดเสียงที่ทะลุผ่านได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่ระดับความเงียบที่ทำได้จริงยังขึ้นอยู่กับข้อจำกัดของโครงสร้างเดิมด้วย

ผนังกันเสียงสำหรับห้องประชุมควรเลือกอย่างไร? พร้อมวิธีเลือกค่า STC

การเลือกผนังกันเสียงสำหรับห้องประชุมควรพิจารณาจากระดับความลับของเนื้อหาที่คุยในห้องเป็นหลัก โดยทั่วไป ห้องประชุมทีมงานทั่วไป เหมาะกับค่า STC 40-45 ห้องประชุมมาตรฐานที่ต้องการความเป็นส่วนตัวปกติ เหมาะกับ STC 45-50 ห้องประชุมผู้บริหารหรือห้องที่มีข้อมูลธุรกิจสำคัญ เหมาะกับ STC 50-55 และ ห้องประชุมที่ต้องเก็บความลับสูงสุด เช่น ห้อง HR หรือห้องกฎหมาย ควรเลือก STC 55 ขึ้นไป นอกจากผนังหลักแล้ว ยังต้องตรวจสอบประตูและผนังกระจกที่มักเป็นจุดอ่อนของห้องประชุมควบคู่กันไปด้วย เพราะเป็นจุดที่เสียงลอดผ่านง่ายที่สุดในห้องประเภทนี้

ฝ้าซับเสียงกับแผ่นซับเสียงติดผนัง ใช้อะไรดีกว่ากัน?

ไม่มีฝ่ายไหนดีกว่ากันโดยเด็ดขาด เพราะฝ้าซับเสียงและแผ่นซับเสียงติดผนังทำหน้าที่เสริมกันคนละมุม ฝ้าเพดานมักมีพื้นที่ผิวต่อเนื่องมากกว่าและไม่ถูกบดบังด้วยเฟอร์นิเจอร์หรือประตูหน้าต่าง จึงเหมาะเป็นพื้นผิวหลักสำหรับลดเสียงก้องโดยรวมของห้อง ส่วน แผ่นติดผนังเหมาะสำหรับดักจับจุดสะท้อนเสียงแรก (First Reflection Point) ที่อยู่ในระดับสายตาและหู ซึ่งมีผลต่อความชัดเจนของเสียงพูดโดยตรง ห้องที่ต้องการคุณภาพเสียงสูงสุดจึงมักใช้ทั้งสองอย่างร่วมกันตามสัดส่วนของปัญหา ไม่ใช่เลือกใช้อย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว

ห้องเสียงก้องควรแก้ด้วยฝ้าหรือผนังอะคูสติก?

ขึ้นอยู่กับลักษณะเสียงก้องที่เจอและข้อจำกัดทางกายภาพของห้อง ไม่มีคำตอบตายตัวว่าฝ้าหรือผนังดีกว่ากันเสมอไป โดยทั่วไป ห้องที่มีเสียงก้องกระจายทั่วทั้งห้อง (Reverberation) มักแก้ได้ผลดีเมื่อเริ่มจากฝ้าเพดานเพราะมีพื้นที่ผิวมากกว่า ส่วนห้องที่มีผนังขนานกันสองด้านชัดเจนและได้ยินเสียงสะท้อนกระเพื่อมเฉพาะทิศ (Flutter Echo) มักต้องแก้ที่ผนังเป็นหลัก ห้องที่มีปัญหาซับซ้อนหรือต้องการคุณภาพเสียงสูงมักต้องใช้ทั้งสองส่วนร่วมกัน การวินิจฉัยที่แม่นยำควรพิจารณาจากรูปทรงห้อง ความสูงเพดาน และการทดสอบฟังเสียงจริงในพื้นที่